มหาตมา คานธี นักสู้เพื่อเสรีภาพ โดยใช้หลัก อหิงสา

คานธี

มหาตมา คานธี (ชื่ออังกฤษ : Mahatma Gandhi) ผู้ซึ่งเป็นผู้นำและนักการเมืองคนสำคัญที่มีชื่อเสียงของชาวอินเดียและศาสนาฮินดู มีชื่อเต็มว่า โมหันทาส กรรมจันท คานธี (คุชราต: મોહનદાસ કરમચંદ ગાંધી) เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1869 

ค.ศ. 1916 มหาตมา คานธี ได้เริ่มก่อกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชนชาวอินเดีย และเรียกร้องโดยวิธีการขอความร่วมมือผนึกกำลังคนละเล็กคนละน้อยมาเรื่อย ๆ จนก่อเกิดเป็นพลังที่สั่นประเทศได้ ในช่วงนั้นประเทศอินเดียได้เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ทำให้มีการเรียกร้องสิทธิของประเทศ ที่อังกฤษพยายามกดขี่ชาวอินเดีย ตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นคือ ใน ค.ศ. 1919 ได้มีการประกาศกฎหมาย Rowlatt ขึ้น ซึ่งเป็นกฎหมายที่กดขี่ชาวอินเดียอย่างชัดเจนคานธี จึงกระทำการประกาศในวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1919 ขอความร่วมมือให้ประชาชนอินเดียหยุดงาน และประชาชนเป็นล้าน ๆ คนก็ได้หยุดงานในวันนั้น ทำให้เกิดการสั่นคลอนอำนาจรัฐบาลอังกฤษอย่างชัดเจน คานธีรู้สึกอัศจรรย์ แต่ไม่นานก็ทำพบกับข้อเสียของการใช้วิธีสัตยาเคราะห์ในสังคมขนาดใหญ่ อย่างอินเดีย 

คานธี 1

ส่วนข้อเสียนั้นคือ ได้มีบางแห่งที่เกิดบานปลาย มีการต่อสู้ใช้กำลังขึ้น ทำให้รัฐบาลอังกฤษใช้เป็นข้ออ้างในการจับกุมตัวคานธี แต่เมื่อคานธีถูกจับกุมไป ตามเมืองต่าง ๆ ประชาชนเกิดความแค้นเคือง เป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายจนเกือบกลายเป็นเหตุจราจลระดับประเทศ ทำให้หลังจากนั้นคานธี ได้รับอิสระในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1919 เมื่อได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดบานปลายนี้ คานธีรู้สึกเสียใจอย่างมาก จึงประกาศอดอาหารตนเองเป็นเวลา 3 วัน แต่ทว่าในวันนั้นเอง เป็นวันที่ตรงกับวันนักขัตฤกษ์ของประเทศอินเดีย ประชาชนนับพัน ๆ คนได้ไปรวมตัวยัดงานสังสรรค์กันที่สวนสาธารณะชัลลียันวาลา  เมืองอมฤตสระ และในวันนั้น นายพล Dyer ผู้บังคับบัญชากองทหารอังกฤษในอมฤตะ ในเวลานั้น รู้สึกเคียดแค้นต่อประชาชนชาวอินเดีย และต้องการที่จะให้ชาวอินเดียรู้ถึงอานุภาพของกองกำลังอังกฤษ จึงได้ออกคำสั่งให้กองทัพรัวกระสุนปืนใส่ประชาชนในชัลลียันวาลา จึงทำให้มีผู้เสียชีวิตโดยประมาณ 1,500 ศพ และบาดเจ็บประมาณ 3,000 คน นับเป็นการปฏิบัติการทางการทหารที่ทำให้รัฐบาลอังกฤษเสื่อมเสียเกียรติยศอย่างยากจะฟื้นตัว

การต่อสู้เพื่อประชาชนชาวอินเดียยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ใน ค.ศ. 1922 ก็ได้เกิดเหตุการณ์ใช้กำลังต่อสู้กันอีกครั้งคานธี ก็ได้ถูกจับกุมอีกครั้งในฐานะเป็นผู้ก่อความไม่สงบ ถูกศาลตัดสินให้จำคุก 6 ปี แต่ก็ถูกปล่อยตัวออกมาก่อนเนื่องเพราะเหตุผลทางสุขภาพใน ค.ศ. 1924 และตั้งแต่ถูกปล่อยตัวออกมา คานธีก็ได้หันไปจัดการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากภายในประเทศอินเดียก่อน อย่างการฟื้นฟูเศรษฐกิจชนบท การถือชนชั้นวรรณะในประเทศอินเดีย แก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างศาสนาฮินดูกับมุสลิม หรือปัญหาความไม่เสมอภาคของทสตรีทางสังคม และปัญหาอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการกดขี่จากต่างประเทศ 

คานธี 2

ใน ค.ศ. 1930 มหาตมา คานธีได้หวนกลับคืนสู่สังเวียนการเมืองอันเร่าร้อนอีกครั้ง โดยเพราะต้องการประท้วงกฎหมายจากอังกฤษ ที่สั่งห้ามคนอินเดียทำเกลือกินเอง นับเป็นสิ่งที่ไม่สมควรที่จะไม่ให้คนอินเดียได้ใช้ทรัพยากรของอินเดีย โดยในวันที่ 12 มีนาคม มหาตมา คานธีได้เดินทางไปยังชายทะเลในตำบลฑัณฑี ไปพร้อมกับประชาชนร่วมแสนคนที่พร้อมใจไปกับคานธี คานธีเดินทางเป็นเวลา 24 วัน 400 กิโลเมตร เพื่อไปถึงชายทะเล คานธีประกาศบอกประชาชนร่วมแสนคนนั้นให้ร่วมกันทำเกลือกินเอในวันนั้น จึงทำให้คานธีและประชาชนนับแสนได้ทำเกลือจากทะเลกินเอง ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายของอังกฤษตั้งเอาไว้

ทำให้ทางการอังกฤษ เกิดการดันทุรังจับกุมตัว มหาตมา คานธีและประชาชนร่วมแสนคนในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1930 จึงทำให้จำนวนแรงงานอาชีพในอินเดียหายไปเป็นจำนวนมากในเวลานั้น จึงเป็นเหตุทำให้ระบบเศรษฐกิจและระบบบริหารงานของรัฐบาลอังกฤษเกิดความปั่นป่วนอย่างมาก จนทำให้ต้องปล่อยตัวประชาชนออกมาเรื่อยๆ และทางรัฐบาลอังกฤษก็ได้ปล่อยตัวคานธีใน ค.ศ. 1931 และในปีนั้นเอง คานธีได้ถูกเชิญตัวไปร่วมประชุมหารือกับรัฐบาลอังกฤษ โดยที่มีนายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้นเป็นประธาน การประชุมครั้งนี้ยังได้ผลอะไรมากนัก

เมื่อมหาตมา คานธีกลับมายังอินเดีย ก็ได้ถูกจับกุมอีก และก็ถูกปล่อยตัวอีก และหลังจากถูกปล่อยตัว ก็ได้ใช้เวลาไปพัฒนาชนบทอีกครั้ง จนเมื่อถึง ค.ศ. 1939 ที่ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 คานธีก็กลับเข้าสู่วงการเมืองอีก ได้มีการเดินขบวนรณรงค์ แล้วก็ถูกจับกุมอีกครั้งใน ค.ศ. 1942 แต่การจับกุมครั้งนี้ ระหว่างที่อยู่ในคุก กัสตูรบา ภรรยาของคานธี ได้เสียชีวิตลงใน ค.ศ. 1944 แล้วก็ถูกปล่อยตัวในปี ค.ศ. 1945 ที่ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายในอังกฤษ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ในเวลานั้นได้ประกาศจะให้ประเทศอินเดียได้ปกครองตนเอง นับเป็นการที่จะได้รับอิสระของแระเทศอินเดียอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ว่าก่อนจะให้อิสระแก่ประเทศอินเดีย อังกฤษจะต้องหารัฐบาลที่เป็นชาวอินเดีย ที่จะมาปกครองอินเดียต่อจากอังกฤษ ในช่วงแรก ๆ ของการมีอิสระครั้งนี้ของอินเดียในช่วงยุคแห่งเทคโนโลยี แต่ทว่า ก็ไม่สามารถที่จะตกลงกันได้ ระหว่างพรรคคองเกรส(กลุ่มคนที่นับถือศาสนาฮินดู) กับสันนิบาตมุสลิม ว่าใครจะมาปกครองประเทศ ทำให้การให้อิสระแก่อินเดียล่าช้าออกไป

ใน ค.ศ. 1946 ได้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นระหว่างชาวมุสลิมและฮินดูในประเทศอินเดีย จนเป็ยเหตุให้เกิดการนองเลือดรุนแรงไปทั่วทุกพื้นที่ คานธีมีความรู้สึกเสียใจมาก กับการที่อิสรภาพของประเทศอินเดียที่อยู่แค่เอื้อม แต่ยังไม่ทันที่จะได้อิสรภาพมา ประชาชนอินเดียก็เกิดทะเลาะกันเองเสีย คานธีจึงหอบสังขารในวัย 77 ปี ลงเดินเท้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศ เพื่อที่จะขอร้องให้ประชาชนอินเดียหันกลับมาสามัคคี และหยุดทะเลาะกันเสียที ประชาชนชาวอินเดียที่ได้เห็นคานธีทำแบบนี้ก็รู้สึกตัว ได้เลิกทะเลาะกัน เกิดความสงบสามัคคีขึ้นมาในชนบทได้ และเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1947 ก็ได้มีการเจรจาตกลงกันระหว่างพรรคคองเกรสกับสันนิบาตมุสลิม ทำให้ได้ผลสรุปคือ เมื่อประเทศอินเดียได้รับเอกราช จะทำการแบ่งประเทศเป็น 2 ส่วน โดยให้พื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เป็นคนฮินดู ดำรงเป็นประเทศอินเดียของพรรคคองเกรส และในพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เป็นคนมุสลิม จะให้เป็นประเทศปากีสถาน มีปกครองโดยสันนิบาตมุสลิม 

ในที่สุดในวันที่ 15 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1947 อินเดียก็ได้เป็นอิสระจากอังกฤษโดยสมบูรณ์ และในวันนั้นเองอินเดีย ก็แตกเป็น 2 ประเทศ คือประเทศอินเดียของชาวฮินดู กับประเทศปากีสถานของชาวมุสลิม

อย่างไรก็ตามการเดินหน้าของแก้ปัญหาของ คานธี ยังไม่ได้จบลงแค่นั้น ยังคงเดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ที่ยังเกิดความขัดแย้งทางศาสนาขึ้น และให้วิธีการ “อหิงสา” สันติวิธี ในการจัดการเพื่อความสงบสุขเช่นเดิม 

และในวันที่ 30 มกราคม ปี ค.ศ. 1948 ในช่วงเวลาเย็น ขณะที่คานธีอยู่กลางสนามหญ้า และกำลังสวดมนต์ไหว้พระตามกิจวัตร ขณะที่คานธีกำลังพูดว่า “เห ราม” ที่แปลว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า” ก็ได้ถูกนาถูราม โคทเส ชาวฮินดูผู้คลั่งศาสนา ผู้ไม่ต้องการให้ฮินดูสมานฉันท์กับมุสลิม ยิงปืนใส่คานธี จำนวน 3 นัด จนคานธีล้มลง เมื่อแพทย์ได้มาพบคานธี ก็พบว่า คานธีได้สิ้นลมหายใจแล้วในวัย 78 ปี 

มหาตมา คานธี (ค.ศ.1869-1948) เป็นชื่อที่พูดถึงกันทั่วโลกในช่วงศตวรรษที่ 20 เมื่อคานธีสามารถนำประชาชนในประเทศอินเดียเข้าต่อสู้กับจักรวรรดิของอังกฤษได้สำเร็จ กับวิธีการที่ชาญฉลาดแบบที่ชาวตะวันตกคาดไม่ถึง ด้วยหลักการแห่ง “อหิงสา” ทำให้สามารถเรียกร้องเอกราชและศักดิ์ศรีกลับคืนสู่ประเทศและประชาชน คือ (ความไม่เบียดเบียน, ความไม่รุนแรง) อารยธรรมทางด้านจิตใจของคนทวีปเอเชีย ได้ประจักษ์ให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าอยู่เหนืออารยธรรมทางด้านวัตถุ ที่ครบครันไปด้วยสรรพาวุธของคนทวีปตะวันตก ด้วยอำนาจแห่งสัจจะและความรักเท่านั้นที่ปัญหาของมวลมนุษยอาจแก้ไขให้ผ่านพ้นไปได้

การเคลื่อนไหวทางการเมืองในแนวทาง อหิงสา ของมหาตมะ คานธี นั้นอบอวลไปด้วยบรรยากาศทางศาสนา ที่เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จครั้งนี้ และเขาพยายามเน้นคำว่า “สัตยะ” ที่หมายถึง ความจริง จะให้กล่าวก็คือ อหิงสาและการยึดมั่นในสัจจะ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน

สัตยาเคราะห์ คือ เทคนิค วิธีการ โดยลักษณะสำคัญ คือ ยึดมั่นในสัจจะที่แถลงออกไป กำกับด้วยการไม่ใช้ความรุนแรงและน้อมรับความทุกข์ เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

ความสำเร็จของ คานธี กับการใช้หลัก อหิงสา ในทางการเมือง ไม่อาจวัดได้จากชัยชนะที่ได้รับเอกราชของอินเดียเท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายอย่าง รวมถึงขบวนการที่ใช้ “ความรุนแรง” ด้วย แต่คานธี ได้ทำให้สังคมเกิดทางเลือกใหม่ ๆ ในการจัดการกับความขัดแย้งโดยใช้สันติวิธีอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ซึ่งเป็นที่ต้องการที่สุดของมนุษย์ทุก ๆ คน

ในทางนิรุกติศาสตร์ คำว่า “หิงสา” และ “อหิงสา” เป็นคำโบราณของอินเดีย ที่ปรากฏร่องรอยให้พบตั้งแต่สมัยพระเวท (ประมาณ 1,000 – 1,500 ปีก่อนคริสตกาล)

โดยคำว่า “หิงสา” ได้ปรากฏครั้งแรกในคัมภีร์ฤคเวท ‘rgveda’ ซึ่งคำนี้นี้มีรากคำจากธาตุ “หึสฺ” ซึ่งมีความหมายว่า “การทำให้เกิดความเจ็บปวด” ในสมัยนั้นยังไม่ได้มีความหมายถึง “การฆ่า” อย่างที่เข้าใจกันในทุกวันนี้

ส่วนคำว่า “อหิงสา” ที่มีความหมายตรงกันข้ามนั้น เริ่มมีปรากฏที่เป็นคำนามครั้งแรกในคัมภีร์ไตติรียสํหิตา มีความหมายว่า “การไม่ทำอันตราย แก่ผู้บูชายัญ” แต่นักวิชาการทางภารตวิทยาบางท่านอย่าง Rhys Davids คิดความเห็นต่างออกไปว่า อหิงสา น่าจะถูกใช้ในฐานะที่เป็นคำนามครั้งแรกในคัมภีร์ ฉานโทคยะอปุนิษัท ถึงอย่างไรก็ตาม ความหมายของคำทั้งสอง ก็ได้มีความซับซ้อนมาตั้งแต่สมัยพระเวทแล้ว

คานธี 3

อหิงสา ที่มักถูกอ้างถึงในเคลื่อนไหวทางการเมือง และกล่าวถึงเป็ยอย่างมาก ในช่วงที่มีการเรียกร้องเอกราชของชาวอินเดีย โดย คานธี จนทำให้แนวคิดดังกล่าวนี้ได้ขยายไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

และในสังคมไทย ได้รับอิทธิพลการเคลื่อนไหวจากแนวทางของ คานธี เช่นกัน แต่เมื่อไหร่มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง มักพบว่าหลายครั้งที่มีการกล่าวถึง หลัก “อหิงสา” นั้น จะมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ชัดเจนและมีการตีความที่แตกต่างกันไป จึงต้องดูบริบทของเหตุการณ์นั้นด้วยอีกทีหนึ่ง

อ่านบทความ โฮจิมินห์ นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ วีรบุรุษของชาวเวียดนาม 

อ้างอิ้ง

www.pantip.com

สล็อตเว็บตรง

Recent post

Tags
6 ตุลา (1) 14 ตุลา (1) Nirvana (1) กรุงธนบุรี (1) ควีนอลิซาเบธ ที่ 2 (1) คานธี (1) คุกเขมรแดง (1) งานเทศกาลญี่ปุ่น (1) จักวรรดิโรมัน (1) จิตร ภูมิศักดิ์ (1) ดนตรี (2) บิสมาร์ค (1) บุคคลสำคัญ (5) ปประวัติศาสตร์ไทย (1) ประวัติกรุงธนบุรี (1) ประวัติรัตนโกสินทร์ (1) ประวัติศาสตร์จีน (2) ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น (1) ประวัติศาสตร์สุโขทัย (1) ประวัติศาสตร์อยุธยา (1) ประวัติศาสตร์เชียงใหม่ (1) ประวัติศาสตร์โลก (6) ประวัติศาสตร์ไทย (5) พฤษภาทมิฬ (1) ร.ศ. 112 (1) รัตนโกสินทร์ (2) รัตนโกสินทร์ศก (1) ศิลปวัฒนธรรม (2) สงคราม (3) สงครามโลกครั้งที่ 1 (1) สงครามโลกครั้งที่ 2 (1) สรุป อารยธรรมกรีก ฉบับเข้าใจง่าย (1) อารยธรรมกรีก (1) อารยธรรมจีน (1) อารยธรรมอินเดีย (1) อารยธรรมเมโสโปเตเมีย (1) ฮิเดะ (1) เทศกาลญี่ปุ่น (1) เหตุการณ์สำคัญ (4) โฮจิมินห์ (1)